ตอนประถม
เป็นเด็กเรียนดีนะ
ตั้งใจเรียนมาตั้งแต่เด็กๆ
แต่ตอนนั้น ยังไม่รู้วิธีการทำข้อสอบเข้า
เรียนจบไปสอบมัธยมก็เลย สอบไม่ติด ตกไม่เป็นท่า
วิชาที่ชอบคือสังคม วิชาที่เกลียดคือภาษา
แต่สุดท้ายก็จบที่มาเรียนโครงการภาษา ที่โรงเรียนใกล้บ้าน
ช่วงประถมมีความรัก อายุ 13 เด็กมากกก
แต่เป็นครั้งแรกที่รู้จักว่ารักจริง เจ็บจริงเป็นอย่างไร
ขอบคุณความรักครั้งนั้น เพราะมันทำให้เราโตขึ้นมากๆ
เพราะความรัก ต้องผ่านความสุข เศร้า ผิดหวัง เสียใจ
ทุกๆความรู้สึกของมนุษย์ เราสัมผัสมันผ่านความรักได้
มันเลยทำให้เราโตขึ้น เป็นคนเต็มคน
 
 
มัธยมต้น
เรียนโครงการภาษา แต่ความสามารถต่ำมากๆ
สอบตก ไม่เป็นท่า ร้องไห้จนหมดน้ำตา
แต่เป็นครั้งแรกที่ทำให้รู้ว่า การอ่านหนังสือเป็นอย่างไร
การจำศัพท์เป็นอย่างไร
มีปัญหากับเพื่อน เพราะเอาความคิดตัวเองเป็นใหญ่
คิดว่าตัวเองถูกที่สุด
จนถูกเพื่อนเกลียดชังเลยก็ว่าได้
สุดท้าย สอบมปลายไม่ติด เพราะยังไม่ได้พยายามเต็มที่
ไม่รู้ว่าการอ่านหนังสือเป็นฟิตๆที่แท้จริงเป็นอย่างไร
แต่ตอนนี้ ในตอนที่คนอื่นเรียน เลข เรียนภาษา
เรากลับเรียนวิชาภาษาญี่ปุ่นแทน
 
 
มัธยมปลาย
หลังจากสอบมปลายไม่ติดสายศิลป์ภาษาโรงเรียนดัง
สุดท้ายก็กลับมาเรียนที่เดิมสายวิทย์
และนี่คือสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตที่เคยได้พบเจอมาจริงๆ
เพราะครู เพื่อน การเรียน ทุกอย่างมันดีหมด
เพื่อนดีมากๆ ดีจนเรารู้สึกตัวเองโชคดี
ครูดีมากๆ รู้สึกตัวเองโชคดี
การเรียนดีมากๆ รู้สึกเหมือน มันคือบ้านหลังที่สอง
อบอุ่น ปลอดภัย สบายใจ
 
...บางสิ่งที่ดีกว่า อาจได้มาจากความเสียใจ
 
สุดท้ายเราก็ได้ทุนไปที่ญี่ปุ่น
เพราะว่าการที่เราสะสมความรู้ตอนที่ไปสอบมปลายแล้วไม่ติดนั้นเอง เย้
แต่พอไปญี่ปุ่นแล้ว ทุกข์มาก
เรายังไม่รู้วิธีปรับตัวเข้ากับผู้คน
เหงา เผชิญโลกจริงๆ ที่เต็มไปด้วยการดูถูกดูแคลน
คนนอกยังไงก็คือคนนอก
เค้าจะดีกับเราแค่ไหน แต่สุดท้ายเราก็คือคนนอกอยู่ดี
แต่ว่าก็ได้เพื่อน ได้มิตรภาพดีๆกลับมา
 
 
กลับมาไทย
ตัวเองอยากเรียนสายศิลป์คำนวน
ก็ตัดสินใจเข้าไปเลย
สุดท้าย ทั้งห้อง ทั้งเพื่อน มันไม่มีอะไรดีเลย
ก็เลยย้ายกลับมาที่ห้องวิทย์แทน
กลัวมาก ว่าจะเอ็นท์ไม่ติด
ตั้งใจอ่านหนังสืออย่างหนักหน่วง
เต็มที่กับมันมากๆ
ช่วงน้ำท่วม เลื่อนสอบ
สุดท้าย สอบติดได้ทุกที่ของมหาลัยในไทย
แล้วเราก็เลือกมหาลัยและคณะที่ดีที่สุดไป
 
 
เข้ามหาลัย
น่าแปลกที่กลุ่มเพื่อนสนิท ทุกคนเรียนภาษาญี่ปุ่นกันหมด
ตอนแรกเราเองก็กะจะเข้าเอกญี่ปุ่น
แต่สุดท้ายด้วยแรงกดดัน บลาๆ เลยเลือกที่จะดรอปภาษาญี่ปุ่นทิ้งซะ
การกระทำนั้นเป็นการกระทำที่คิดสั้นมากๆ
สุดท้ายด้วยความที่เสียดายภาษาญี่ปุ่น
ก็เลยหยิบโบชัวร์มหาลัยอินเตอร์ของญี่ปุ่นขึ้นมา
แล้วก็ตัดสินใจสมัคร
คิดอย่างเดียวว่า
จะไปถ้าได้ทุนเต็ม
สุดท้ายก็ได้ทุนเต็มจริงๆ แล้วก็มาที่นี่
 
 
มหาลัยปีหนึ่งเทอมหนึ่ง
คนอื่นเค้าเริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่นจากเริ่มต้น
เรานี่ข้ามไปหลายคลาสเลย
ด้วยความที่พื้นฐานไม่แน่น
สอบกี่ครั้งก็ตก ผ่านครึ่งบ้าง ไม่ผ่านครี่งบ้าง
เครียดแทบจะแย่
เสียน้ำตาให้ภาษาญี่ปุ่น ไม่รู้กี่หยดแล้ว
แต่สุดท้ายก็ผ่านมันมาได้
 
 
มหาลัยปีหนึ่งเทอมสอง
รู้แล้วว่าชีวิตจริงคือเกรด
เลยเลือกเรียนแต่วิชาง่ายๆ
ไม่ลงวิชายากเพราะกลัวเกรด
แต่ข้อดี คือทำให้ว่างมากๆ เลยมีเวลาที่จะสมัครทุนและแลกเปลี่ยน
ตอนสมัครทุนนั้น เพราะได้อาจารย์วิชาภาษาญี่ปุ่น ที่เคยเรียนเมื่อตอนปีหนึ่ง
เค้าอาจจะเอ็นดู เพราะเห็นเราพยายามมาก
แล้วก็เป็นอาจารย์ท่านนี้ ที่เขียนแนะนำและช่วยทำให้เราได้ทุนในที่สุด
ไม่รู้จะขอบคุณอย่างไร
 
 
มหาลัยปีสองเทอมหนึ่ง
เริ่มทำงานของมหาลัยมีพาร์เนอร์
เครียดดีนะ ไม่สนุกด้วย 
แต่ก็ได้เรียนรู้
จริงๆเป็นเทอมที่โอเคสุดเลยนะพอมองกลับไป
เพราะการเรียนก็โอเค เกรดก็โอเค 
 
มหาลัยปีสองเทอมสอง
มีความรัก 
เทอมนี้กิจกรรมก็ดีนะ พาร์ทเนอร์คนแรกไม่ดี
แต่คนที่สองดีมาก
มีความรักกับหนุ่มเกาหลี
ที่เราประเมินตัวเองต่ำไป
กลายเป็นว่าเค้าเองก็ชอบเรา
ถ้าเราช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไปกว่านี้ ความรักอาจจะเติบโตมากกว่านี้ก็ได้
เราตัดสินใจเร็วไปหน่อย
แต่เอาจริงๆ เราแค่หวังว่า รักครั้งนี้ คือ ประสบการณ์
เป็นก้าวที่เราต้องเดินผ่านเพื่อเติบโต ไม่ได้หวังถึงอนาคต
แต่รักครั้งนี้เป็นครั้งที่เราลืมไปนานนะ ความรู้สึกเศร้า เสียใจ เจ็บปวด
เรียกได้ว่า เค้าสอนให้เรารู้จักคำว่ารักอีกครั้ง 
 
แต่เราทำพลาดกับความสัมพันธ์ครั้งนี้เยอะมาก
ทำให้เรารู้ว่า เราควรจะวางตัวยังไง 
เราว่า เค้าสอนบทเรียนความรักที่ดีให้กับเรานะ
 
ความคิดเราเปลี่ยนไปเลยนะ 
ถามว่าตัวเองตอนนี้กับเทอมที่แล้ว
ถ้าเรื่องเดียวกัน อาจจะตัดสินใจต่างกันไปเลยก็ได้ 
เราว่า เค้าสอนเราได้เยอะ และน่าจะเป็นพื้นฐานที่ดี
ในการเริ่มความรักครั้งต่อไป
 
ปีสามเทอมหนึ่ง
เทอมนี้ค่อนข้างชิวนะ
เรียนก็เรื่อยๆ ทำงานไบต์ที่เปลี่ยนที่ใหม่ และมันดีกว่าเดิมมากๆ 
ทำให้รู้ว่า การเปลี่ยนงาน อาจทำให้เราเจองานที่ดีกว่าก็ได้ 
โอเค แฮปปี้ ซัมเมอร์นี้ เราก็คงไปฝึกงาน ได้ค้นหาตัวเองอย่างจริงจัง 
 
เราว่าช่วงอายุยี่สิบต้นๆ เป็นช่วงของการหาตัวเองนะ
เป็นช่วงการตั้งคำถาม ลองผิดลองถูก
เราไม่เคยกลัวความผิดพลาด
 
เพราะเราลองมองย้อนกลับไป 
ทุกๆความผิดพลาด ความล้มเหลว ความยากลำบาก
มันอาจทำให้เรามีวันนี้ ถ้าเราใช้มันเป็นพลังบวก 
 
 
มองย้อนกลับไป
เพราะสอบไม่ติด ทำให้สอบติด
เพราะได้พาร์ทเนอร์ไม่ดี เทอมต่อมาก็ได้ดี
เพราะเรียนญี่ปุ่นไม่ได้ ครูก็เลยช่วย
 
 
จริงๆชีวิตมีจุดเปลี่ยนผันเสมอเลยเนอะ
จริงๆนะที่พูดว่า ยามขึ้นอย่าหลง ยามลงอย่าท้อ 
 
ไม่มีอะไรอยู่กับเรานานๆหรอก 
ทั้งสุข เศร้า ทุกข์ ความรัก
 
ทุกอย่างมีกาลและเวลาของมัน 
 
สิ่งที่เราควรทำ คือ เข้าใจ
 
จริงๆ เรารู้สึกรักศาสนาพุธมากเลยนะ
ที่ทรงตรัสไว้ 
 
เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เป็นเรื่องจริง
 
ชีวิตมันเกิดขึ้นมาแล้ว
ใช้มันอย่างมีสติ คิดเยอะๆ 
ทุกๆวันมันคือการเรียนรู้จริงๆนะ
เราอาจจะรู้แล้วว่า ตัวเองตอนอายุ ยี่สิบหกปีจะมีชีวิตอย่างไร 
 
ลองคิดดูนะ เราตอนอายุ สิบขวบ สิบห้า ยี่สิบ ยี่สิบเอ็ด
 
ยังเป็นร่างกาย เป็นเราคนเดิม แต่ชีวิต จิตใจ ความคิด เปลี่ยนไปแล้ว 
 
สุดยอดเลยเนอะ
 
ลองย้อนมองกลับไปนะ
เคยรู้สึกอยากย้อนเวลาไหม?
แต่ลองคิดดูนะ
 
ถ้าเราไม่รู้สึกอยากย้อนเวลา แสดงว่าเราทำดีแล้ว
แต่ถ้าเรารู้สึกอยากย้อนเวลา แปลว่าเราอยากแก้ไขความผิดที่เกิด
ความรู้สึกที่อยากแก้ไข รู้แล้วว่าที่ถูกต้องควรทำอย่างไร 
นั้นไง ก็คือผลที่ทำให้เราเปลี่ยนไป กลายเป็นคนใหม่ที่ดีกว่าเดิมไม่ใช่หรอ?
 
แล้วจะย้อนเวลาเพื่ออะไรเล่า? 
 
ใช้ชีวิตในปัจจุบันอย่างมีสติ
เข้าใจความเปลี่ยนแปลง ปล่อยวาง เข้มแข็ง
 
หน้าที่ของเรามีแค่นี้เอง
 
 
เรารู้สึก อยากจะพบตัวเองตอนอายุ สี่สิบหกปีแล้วซิ
 
เธอจะเปลี่ยนไปมากแค่ไหนนะ?
แต่ชั้นหวังว่า เธอจะเปลี่ยนไปในทางที่ดี
 
ดังนั้นก่อนตัดสินใจอะไรคิดให้ดีนะตัวเธอ Cool
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet